บจก.ดิจิตอล ไอซีที ผู้นำด้านระบบกล้องวงจรปิด
ระบบลงเวลาลายนิ้วมือ ระบบควบคุมการเปิด/ปิด
และ LED ที่คนเหนือให้การไว้วางใจมายาวนานกว่า 17 ปี
สายด่วน คุณจักรพันธ์ 081-952-6069
 

เครื่องสแกนใบหน้า (Face scan) ทำงานยังไง >>

02-07-2019 18

                                            

สำหรับการทำงานของระบบสแกนใบหน้าที่ผ่านมานั้นหากภาพที่ถ่ายไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุม หรือแม้แต่แสงที่เปลี่ยนไป
เพียงเล็กน้อยก็จะเป็นเหตุให้ประสิทธิภาพของระบบลดลง ทำให้ไม่สามารถเทียบเคียงใบหน้ากับฐานข้อมูลได้ทำให้ปัจจุบันได้มีการพัฒนาขึ้นมา
อีกระดับ เพื่อแก้ปัญหาการทำงานที่ผิดพลาด โดยมีหลักการทำงานดังนี้

         

ระบบจดจำใบหน้าแบบ 3 มิติ การจดจำใบหน้า ด้วยรูปแบบ 3 มิติ ดูมีแนวโน้มว่าจะเป็นสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาใหม่ โดยระบบนี้อ้างว่าจะ

ให้ความแม่นยำที่มากขึ้น การถ่ายภาพใบหน้าของบุคคลแบบ 3 มิติ จะใช้คุณลักษณะที่โดดเด่นของใบหน้า เช่น เนื้อเยื่อแข็ง และกระดูกในส่วนที่
เห็นได้ชัดที่สุด (เบ้าตา, จมูก และคาง) เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ จะไม่ซ้ำกัน และไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา การจดจำใบหน้าแบบ 3 มิติสามารถใช้งาน
ได้ในที่มืด และสามารถจดจำใบหน้าในมุมมองอื่นๆ ได้ด้วยการวัดความลึกและแนวตกกระทบของแสง สามารถจดจำมุมมองได้ถึง 90 องศา การใช้ซอฟแวร์ 3 มิติ ระบบต้องประมวลผลเป็นขั้นตอน เพื่อที่จะตรวจสอบ และระบุตัวบุคคลการตรวจจับรับภาพด้วยการสแกนแบบดิจิตอล ของภาพถ่ายที่เคยถ่ายไว้แล้วแบบ 2 มิติ (2D) หรือ ใช้วีดีโอไฟล์ เพื่อที่จะจำแนกบุคคลในแบบ 3 มิติ (3D)

          การจัดตำแหน่ง เมื่อมีการตรวจจับใบหน้าแล้ว ระบบก็จะกำหนด ตำแหน่งของศีรษะ ขนาด และการวางท่าทาง อย่างที่บอกไปตอนแรกว่า
เครื่องสามารถจำแนกตัวแบบได้กว้างถึง 90 องศาในขณะที่ระบบการจดจำแบบ 2 มิติ (2D) จะต้องหันหน้ามาทางกล้องอย่างน้อย 35 องศา ซึ่งตรง
นี้ ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบของการจดจำใบหน้าแบบ 3 มิติ การวัดขนาดหลังจากที่ระบบวัดขนาดโครงหน้าแล้วก็จะสร้างแม่แบบใบหน้านั้นขึ้นมา
การสร้างตัวแบบ ระบบจะแปลงค่าของแม่แบบ ให้เป็นรหัสเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน รหัสนี้จะนำไปแจกจ่ายให้แม่แบบ เพื่อเป็นการแทนค่าที่แสดงถึง
คุณสมบัติเด่นบนใบหน้า

          การจับคู่ ถ้าหากรูปภาพที่ถ่ายมานั้นเป็นแบบ 3 มิติ และฐานข้อมูลมีรูปภาพ 3 มิติ ที่ตรงกันแล้ว การเทียบเคียงความเหมือนกันของภาพ
ก็จะเริ่มต้นขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม จะมีความยากในการเทียบเคียงรูปภาพที่ยังเป็น 2 มิติอยู่ เนื่องจาก ภาพแบบสองมิตินั้นมีมิติ ที่ไม่มีด้านลึกนั่นเอง เทคโนโลยีใหม่นี้ กำลังเข้ามามีบทบาทในการแข่งขัน เมื่อภาพแบบ 3 มิติ ถูกถ่ายขึ้น จุดหลายจุดที่แตกต่างกัน (ส่วนมาก 3 จุด) ถูกระบุไว้ ยกตัวอย่างเช่น ตาชั้นนอก นัยน์ตา และปลายจมูก จะนำมาใช้ในการวัด ในขั้นตอนการวัด ขึ้นตอนวิธีจะแปลงภาพเป็น 2 มิติ หลังจากนั้น ซอฟแวร์ก็จะประมวลผลภาพ กับฐานข้อมูลที่มีอยู่ในระบบเพื่อค้นหาการเทียบเคียงที่เข้ากันได้มากที่สุด

          การตรวจสอบ ขั้นตอนสุดท้ายคือ การตรวจสอบรูปภาพที่ตรงกับรูปในฐานข้อมูล ยกตัวอย่าง เช่น รูปภาพถ่ายใบหน้าคนที่ได้อาจจะตรง
กับรูปภาพในระบบฐานข้อมูลของฝ่ายข้อมูลรถยนต์เพื่อที่จะบอกว่าคนๆ นั้นคือใคร ถ้าหากการตรวจสอบสมบูรณ์ รูปภาพก็จะถูกเปรียบเทียบ และให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นคะแนน ในกรณีนี้ อาจจะต้องถ่ายภาพมาหลายๆ ภาพ เพื่อตรวจสอบรูปภาพจากระบบฐานข้อมูลก็ได้

          จากข้อมูลเบื้องต้นทำให้เราได้ทราบถึงหลักการทำงานของเครื่องสแกนใบหน้า ที่ได้มีการนำมาประยุกต์เพื่อการใช้งานในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะการใช้ในระบบควบคุมการเปิดปิดประตู Access Control System ผู้บริโภคหลายคนอาจมีข้อสงสัยว่าสถานที่แบบไหน ที่บ้านหรือ
หน่วยงาน เหมาะสำหรับการติดตั้งเครื่องสแกนใบหน้า ( Face Scan ) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหนนั้น

1. หน่วยงานที่ต้องการความปลอดภัยสูง ป้องกันการทำรายการแทนกันของเจ้าหน้าที่ 
2. หน่วยงานที่มีปัญหาเรื่องลายนิ้วมือ แต่ไม่อยากให้พนักงานใช้บัตร เพราะกลัวมีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับบัตร เช่นทาบบัตรแทนกัน ไม่อยากพกบัตร กลัวลืมบัตร หรือแม้แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบัตรที่เพิ่มขึ้น เหล่านี้เป็นต้น ถ้าปัญหาเป็นอย่างนี้ทางออกคงหนีไม่พ้น เครื่องสแกนใบหน้าเท่านั้น
ที่แก้ปัญหาได้ 
3. หน่วยงานที่มีปัญหาเรื่องการใช้ลายนิ้วมือ หรือมีความไม่สะดวกในการใช้ลายนิ้วมือ เช่น ต้องสวมถุงมือตลอดเวลาขณะปฏิบัติงาน หรือพนักงาน
ที่ต้องทำงานเกี่ยวกับห้องเย็น บุคคลเหล่านี้จะไม่สามารถใช้ลายนิ้วมือได้แน่นอน หรือ พนักงานที่ต้องทำงานเกี่ยวกับสารเคมี หรือกาวยางต่างๆ
และพนักงานที่ทำเกี่ยวกับการก่อสร้างต่างๆ เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งคงเป็นเครื่องสแกนใบหน้าเท่านั้นที่สามารถตอบโจทย์ หรือแก้ปัญหาเหล่านี้ได้

          อย่างไรก็ดีการนำเทคโนโลยีระบบสแกนใบหน้ามาติดตั้งใช้งานนั้น ผู้บริโภคควรศึกษาถึงความจำเป็นในการใช้งาน และข้อดี ข้อเสีย
ก่อนจะนำมาติดตั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความล่าช้าในการเข้าออก หรือความผิดพลาดซึ่งอาจทำให้ตัวผู้บริโภคเกิดความเสียหายได้

ที่มา >> http://www.securitysystems.in.th