บจก.ดิจิตอล ไอซีที ผู้นำด้านระบบกล้องวงจรปิด
ระบบลงเวลาลายนิ้วมือ ระบบควบคุมการเปิด/ปิด
และ LED ที่คนเหนือให้การไว้วางใจมายาวนานกว่า 17 ปี
สายด่วน คุณจักรพันธ์ 081-952-6069
 

การเลือกซื้อ เครื่องทาบบัตร>>

20-10-2020 31

การเลือกซื้อ เครื่องทาบบัตร มีปัจจัยหลายอย่างประกอบการพิจารณา

รูปการเลือกซื้อ เครื่องทาบบัตร (Tag reader)

  1. ถ้ายังไม่มี เครื่องทาบบัตร ต้องถามก่อนว่าอยากได้ เครื่องทาบบัตร ที่สามารถบันทึกเวลาการทาบบัตรหรือไม่ถ้าต้องการควรเลือกเครื่องทาบบัตร ที่เป็น เครื่องทาบบัตร แบบ Time attendance และถ้าต้องการควบคุมการ เปิด-ปิดประตูด้วยให้เลือก เครื่องทาบบัตร แบบ Time attendance and Access control แล้วค่อยพิจารณาเกี่ยวกับความสามารถอื่นๆของ เครื่องทาบบัตร รุ่นที่สนใจ เช่น จำนวนบัตรที่สามารถบันทึกได้ หรือ วิธีการดึงข้อมูลจากเครื่อง แต่ถ้าไม่ต้องการบันทึกเวลาการทาบบัตรแต่ต้องการแค่ให้สามารถ ควบคุมประตูได้ก็เลือก เครื่องทาบบัตร แบบ Access control อย่างเดียว เพราะว่า ราคาจะถูกกว่า เครื่องทาบบัตร 2 แบบแรกพอสมควรเลยทีเดียว
  2. ถ้ามี บัตรคีย์การ์ด อยู่แล้วอยากหา เครื่องทาบบัตร มาเพิ่ม สิ่งสำคัญ คือ ต้องรู้ประเภทของบัตรที่ใช้ว่าเป็นบัตร ชนิดใด เพื่อเลือกเครื่องทาบบัตร ให้สามารถใช้งานร่วมกับบัตรเดิมที่มีอยู่ได้ โดยปัจจุบันมี บัตร คีย์การ์ด ที่ใช้งานอยู่ไม่กี่ชนิด โดย แบ่งตามความถี่ที่ใช้งานเป็นหลัก

    บัตรแบบที่ 1 เป็นบัตรที่ใช้ความถี่ 125 KHz เรียกบัตรชนิดนี้ว่า บัตร Proximity มีอยู่ 2 ขนาด คือ ขนาดความหนาของบัตรประมาณ 1.8 มม. กับขนาดความหนาประมาณ 0.8มม. ซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป

รูป บัตรคีย์การ์ด แบบหนา 1.8 มม.
รูป บัตรคีย์การ์ด แบบหนา 1.8 มม.

โดยบัตรที่มีความหนาขนาด 1.8 มม. นั้นไม่สามารถนำบัตรเข้าเครื่องสกรีนบัตรได้เวลาจะทำเป็นบัตรพนักงานต้อง ปรินท์เป็นสติ๊กเกอร์มาติดที่บัตรแทน ส่วนบัตรคีย์การ์ดแบบบางมีความหนาของบัตรขนาด 0.8 มม. นั้นสามารถนำเข้าเครื่องสกรีนบัตรได้

รูป ตัวอย่างบัตรที่ผ่านการสกรีนแล้ว
รูป ตัวอย่างบัตรที่ผ่านการสกรีนแล้ว

ในการอ่านข้อมูลนั้นเครื่องทาบบัตรจะอ่านแค่หมายเลขบัตรเท่านั้นเพราะฉะนั้น บัตรคีย์การ์ด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลบนบัตรได้

บัตรแบบที่ 2 เป็นบัตรที่ใช้ความถี่ 13.56 MHzเรียกบัตรชนิดนี้ว่าบัตร Mifare โดยบัตรชนิดนี้มีความหนาของบัตรอยู่ขนาดเดียวคือ 0.8 มม. สิ่งที่แตกต่างจาก บัตร Proximity นอกจากเรื่องของความถี่แล้ว ยังมีอีกอย่างที่ต่างกันคือ บัตร Mifareนั้นในบัตรจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นหมายเลขบัตรที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือน บัตร Proximity แต่จะเพิ่มส่วน ความจำเข้ามาด้วยทำให้ บัตรMifareนั้นสามารถ เขียนข้อมูลลงไปบนบัตรได้และสามารถอ่าน ข้อมูลที่เขียนลงไปได้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยมีขนาดความจุ 1K และขนาดความจุ 4 K โดยราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดความจุของ บัตร mifareด้วย โดยบัตรmifareที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดคือบัตรโดยสาร รถไฟฟ้า หรือบัตร 7-11 หรือบัตรตามศูนย์อาหารที่ต้องซื้ออาหารผ่านบัตร

ดังนั้นเมื่อทราบชนิดบัตรแล้วให้เลือก เครื่องทาบบัตรที่อ่านความถี่ให้ตรงกับชนิดบัตรนั้นๆมิฉะนั้นท่านอาจเสียเงินโดยที่ไม่สามารถใช้งาน เครื่องทาบบัตรได้ก็เป็นได้

ขอบคุณบทความจาก>>https://www.xn--42cg6bhpa3df8fzbi0dyg1e.net/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E2%80%94%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3.html